การตลาดแบบ เจนนี่ได้หมด ถ้าสดชื่นไลฟ์สดปักตะกร้า ทะลุกว่า 100 ล้านบาทในวันเดียว
การตลาดแบบ "เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น" ไลฟ์สดขายสินค้าผ่าน TikTok แบบมาราธอน 4 วัน หลักร้อยล้านบาท วันที่ 13 ต.ค.วันเดียว ยอดทุบสถิติทะลุกว่า 126 ล้านบาท
ช่วงที่ เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น มีปัญหากับครอบครัว คือ คุณแม่ ในระหว่างนั้นเจนนี่ ไลฟ์สดผ่นแอปพลิเคชัน TikTok ชี้แจงเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น พร้อมกับไลฟ์สดขายสินค้าซึ่งเป็นสิ่งที่เจนนี่ทำเป็นประจำอยู่ก่อนแล้ว แต่ในวันดังกล่าว คือ วันที่ 9 ต.ค.2568 เจนนี่ไลฟ์สดขายของยาวนานต่อเนื่อง 18 ชั่วโมง ผ่านช่องทาง TikTok ทำให้ปิดยอดในวันดังกล่าวไปกว่า 24 ล้านบาท จากนั้น ปรากฏการณ์ เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น จึงเกิดขึ้น มีแบรนด์สินค้าต่างๆ นับพันแบรนด์มาจ้างให้เธอไลฟ์สดปักตะกร้าให้
อินฟลูเอนเซอร์ ดาราดัง หลายคนที่มีสินค้าของตนเอง เริ่มหันมาสนใจ เจนนี่ และจ้างเจนนี่ ไลฟ์สดปักตะกร้า ซึ่งเจนนี่ และ ยิว ฉัตรมงคล สมแก้ว ทำการดีลค่าจ้างกลางไลฟ์สดทันที โดยมีกำหนดที่สินค้าละ 50,000 บาทต่อการปักตะกร้า 1 ครั้ง หากครบ 1,000 ออเดอร์ เจนนี่จะนำตะกร้าลงทันที หากแบรนด์ใดต้องการมากกว่านั้นก็ดีลใหม่ที่ 50,000 บาทต่อการปักตะกร้า ครบ 1,000 ออเดอร์ก็เอาลง เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ
ซึ่งทันทีที่เจนนี่ไลฟ์สดถึงสินค้าแบรนด์ใด ไม่ถึง 10 นาที ออเดอร์ทะลุไปเกินเป้า ซึ่งหากเกิน 1,000 ออเดอร์ เจนนี่จะคำนวณหักยอดแล้วหักค่าจ้างไลฟ์ ยกตัวอย่างเช่น มี 1 แบรนด์ ออเดอร์ในตะกร้า 20,000 ออเดอร์ เจนนี่จึงนำ 20,000 ออเดอร์ หาร 1,000 ตามดีลแรก และ คูณ 50,000 บาทตามค่าจ้างการไลฟ์ เท่ากับเจนนี่จะได้ค่าจ้างไฟ์สดสินค้าตัวนี้รอบนี้ 1,000,000 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน ยอดการไลฟ์สดจาก TikTok ยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ โดยเจนนี่และสามี ไลฟ์มาราธอนต่อวันหลายสิบชั่วโมง แบบข้ามวัน ข้ามคืน จากร้อยแบรนด์สินค้าเป็นพันแบรนด์สินค้าทำให้ยอด แต่ละวันไม่ต่ำกว่าหลักสิบล้านบาท จนทะลุ 126 กว่าล้านบาท ทุบสถิติวันเดียว
- โดยวันแรก 9 ต.ค.2568 24 กว่าล้านบาท
- วันที่ 10 ต.ค.2568 33 กว่าล้านบาท
- วันที่ 11 ต.ค.2568 80 กว่าล้านบาท
- วันที่ 12 ต.ค. 2568 ยอดทะลุ 100 กว่าล้านบาท
- และตัวเลข ล่าสุด ล่าสุด 13 ต.ค.2568 ช่วงเช้า อยู่ที่กว่า 126 ล้านบาท
ในตอนหนึ่งของการไลฟ์สดมีกระแสดรามาเข้ามาตลอดเวลา ซึ่งเจนนี่ ออกมาชี้แจงและอธิบายหลักการไลฟ์สดของเธอ เช่น บางแบรนด์บอกว่าเธอแซงคิวให้ดารา เจนนี่ ชี้แจงว่า การที่มีดารามาคั่นเป็นกลยุทธ์ของการดึงคนให้เข้ามา ยกตัวอย่งเช่นในระหว่างที่เธอไลฟ์ขายสินค้าตัวหนึ่งอยู่ ยอดคนดูตกลงไป เธอจึงไลฟ์พร้อม แพท ณปภา แล้วปักตะกร้า ทำให้คนดูกลับมาหลักแสนคน ซึ่งส่งผลต่อยอดขายสินค้าแบรนด์ถัดไปทันที เพราะคนดูยังอยู่
ไปจนถึงการจัดลำดับการไลฟ์สด เจนนี่ บอกว่า ไม่สามารถไลฟ์สินค้าเหมือนหรือคล้าย หรือ ประเภทเดียวกันติดๆ กันได้ เพราะอาจทำให้คนไม่เชื่อถือ หรือสินค้าที่มีความโดดเด่น เช่น ลำโพง เธอก็หยิบมาไลฟ์สดก่อนเพื่อคั่นสินค้าที่มีลักษณะคล้ายกัน เป็นต้น
นอกจากนั้น เจนนี่ยังใส่กลยุทธ์การไลฟ์สด เช่น เพิ่มสีสันให้กับสินค้าบางตัว อย่างตอนหนึ่งเป็น แบรนด์เสื้อผ้า เจ้าของเป็นคุณแม่มีลูกเล็กกำลังให้นม แล้วคิวสินค้าขึ้นไลฟ์สดพอดีช่วงกลางดึก ยิว ฉัตรมงคล สมแก้ว สามีเจนนี่ จึงใช้วิธีการใส่เสื้อผ้าแบรนด์ดังกล่าวเพื่อสร้างสีสัน เป็นต้น
จากนั้น เจนนี่ ได้เชิญอินฟลูเอนเซอร์ เจ้าของแบรนด์ไปรวมตัวที่บ้าน เพื่อดันยอดขายสินค้าและสร้างสีสันด้วย เช่น แฝดโซลโมเน่ ลูกของ เมพรีมายา อินฟลูเอนเซอร์คนดัง ที่ทำให้ช่วงหนึ่งมียอดคนดูทะลุ 5 แสนกว่า หรือ หนุ่ม กรรชัย โฟนอินเข้ามา โดยมี แจ็ค แฟนฉัน เป็นตัวแทนไลฟ์สดกับเจนนี่ เพื่อขายเซรั่มบำรุงผม ภายใน 10 นาที มียอดออเดอร์ 60,000 ออเดอร์ ยอดขายพุ่งไป 19 ล้านบาท ทำให้ หนุ่ม กรรชัย ต้องจ่ายเงินให้เจนนี่อีก 3,000,000 ล้านบาท หรือ ป๋อ ณัฐวุฒิ ก็มียอดขายทะลุล้าน ภายในไม่กี่นาที นอกจากนี้ยังมี ดีเจดาด้า ต้นหอม ศกุนตลา เชน ธนา ณวัฒน์ อิสรไกรศีล ที่มาร่วมด้วย เป็นต้น
ปรากฏการณ์การตลาดแบบ "เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น" จะไปสิ้นสุดที่ตรงไหนไม่มีใครรู้ แต่ที่รู้คือเป็รกลยุทธ์ที่นักการตลาดต้องหยิบมาวิเคราะห์ เมื่อช่องทางอย่าง TikTok ยังคงเป็นช่องทางทำเงิน การเล่นกับอัลกอริทึม ให้ถูกจังหวะจนติดลมบนก็สามารถสร้างรายได้มหาศาลได้ในเพียงไม่กี่วัน
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB